โรงพิมพ์ครบวงจร • รับพิมพ์โบรชัวร์ กระดาษหัวจดหมาย เอกสารองค์กรทุกประเภท โทร. 02-717-8223-6 • จันทร์ – เสาร์ เวลา 8.30 – 17.30 น.

บทความ

ความรู้เรื่องงานพิมพ์ สำหรับคนสั่งพิมพ์

รวมบทความจากประสบการณ์หน้างานจริงของช่างพิมพ์ เพื่อช่วยให้คุณเลือกกระดาษ เตรียมไฟล์ และคุมงบประมาณได้ดีขึ้น

พื้นฐานงานพิมพ์

ออฟเซ็ทหรือดิจิทัล เลือกอย่างไรให้คุ้มที่สุด

แท่นพิมพ์ออฟเซ็ทในโรงพิมพ์

คำถามแรกที่ลูกค้าถามเสมอคือ ควรพิมพ์ระบบไหน คำตอบขึ้นอยู่กับ “จำนวน” เป็นหลัก ระบบออฟเซ็ทต้องทำเพลตแม่พิมพ์และปรับสีก่อนเริ่มพิมพ์ จึงมีต้นทุนตั้งต้นสูง แต่เมื่อเครื่องเดินแล้ว ต้นทุนต่อแผ่นจะต่ำมาก ยิ่งพิมพ์มากยิ่งถูกลง ส่วนระบบดิจิทัลไม่ต้องทำเพลต เริ่มพิมพ์ได้ทันที ต้นทุนต่อแผ่นคงที่ จึงเหมาะกับงานจำนวนน้อย

โดยประมาณ งานสี่สีขนาด A4 ที่ยอดต่ำกว่า 500 ชุด ระบบดิจิทัลมักคุ้มกว่า ส่วนตั้งแต่ 1,000 ชุดขึ้นไป ออฟเซ็ทจะเริ่มได้เปรียบชัดเจน และหากงานต้องการสีพิเศษ สีองค์กรที่ต้องเป๊ะ หรือกระดาษหนาพิเศษ ออฟเซ็ทยังคงให้ผลลัพธ์ที่ควบคุมได้ดีกว่า อีกปัจจัยที่มักถูกลืมคือเวลา งานดิจิทัลเสร็จได้ใน 1–2 วัน ขณะที่งานออฟเซ็ทที่มีงานหลังพิมพ์หลายขั้นตอนอาจต้องใช้เวลา 5–10 วันทำการ

กระดาษ

เลือกกระดาษให้ตรงงาน: แกรม ผิว และความทึบแสง

คลังกระดาษในโรงพิมพ์

คำว่า “แกรม” คือน้ำหนักกระดาษต่อพื้นที่หนึ่งตารางเมตร ไม่ใช่ความหนาโดยตรง กระดาษสองชนิดที่แกรมเท่ากันอาจหนาไม่เท่ากันเพราะความฟูต่างกัน สำหรับใบปลิวนิยมใช้อาร์ตมัน 128–157 แกรม แผ่นพับใช้ 157 แกรมขึ้นไปเพื่อให้พับแล้วไม่ย้วย ปกหนังสือใช้อาร์ตการ์ด 210–300 แกรม ส่วนเนื้อในหนังสือที่มีตัวอักษรมากควรใช้กระดาษถนอมสายตา 70–80 แกรม เพราะสะท้อนแสงน้อยและอ่านสบายตากว่า

อีกค่าที่ควรดูคือความทึบแสง หากพิมพ์สองหน้าบนกระดาษบางเกินไป ข้อความอีกด้านจะทะลุเห็น ทำให้งานดูไม่เรียบร้อย ส่วนผิวกระดาษมีผลต่อสีโดยตรง ผิวมันทำให้สีสดและอิ่มกว่า ผิวด้านให้ความรู้สึกสุภาพ พรีเมียม และอ่านง่ายกว่าเมื่ออยู่ใต้แสงจ้า

เตรียมไฟล์

ส่งไฟล์อย่างไรให้พิมพ์ออกมาตรงกับที่ออกแบบ

การเตรียมไฟล์ก่อนพิมพ์บนคอมพิวเตอร์

ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือไฟล์ที่ออกแบบในโหมด RGB แล้วนำมาพิมพ์ระบบ CMYK ทำให้สีสด ๆ อย่างฟ้านีออนหรือเขียวมะนาวหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด ทางแก้คือออกแบบในโหมด CMYK ตั้งแต่ต้น และหากมีสีองค์กรที่ต้องเป๊ะ ควรระบุรหัส Pantone ให้โรงพิมพ์ทราบ

ข้อควรตรวจก่อนส่งไฟล์: ตั้งระยะตัดตก (Bleed) อย่างน้อย 3 มิลลิเมตรทุกด้าน เว้นระยะปลอดภัยของข้อความจากขอบอย่างน้อย 5 มิลลิเมตร ใช้ภาพความละเอียด 300 dpi ที่ขนาดพิมพ์จริง แปลงตัวอักษรเป็นเส้น (Create Outline) หรือฝังฟอนต์ และบันทึกเป็น PDF/X มาตรฐานงานพิมพ์ เพียงเท่านี้ก็ลดโอกาสงานเสียได้เกินครึ่ง

งานเอกสารองค์กร

ออกแบบฟอร์มธุรกิจให้ใช้งานง่ายและตรวจสอบได้

แบบฟอร์มธุรกิจและใบเสร็จ

ฟอร์มที่ดีต้องกรอกง่าย อ่านง่าย และตรวจสอบย้อนหลังได้ หลักปฏิบัติที่เราแนะนำลูกค้าเสมอคือ วางข้อมูลบริษัทและเลขที่เอกสารไว้มุมบนให้เห็นชัด จัดช่องกรอกให้สูงพอสำหรับลายมือ ใช้เส้นบางแทนกรอบทึบเพื่อลดหมึกและอ่านสบายตา และกำหนดสีของสำเนาแต่ละชั้นให้ต่างกันเพื่อแยกผู้รับได้ทันที

สำหรับเอกสารทางบัญชี ควรเผื่อพื้นที่ประทับตราและลายเซ็น รวมถึงระบุข้อความตามที่กฎหมายกำหนด เช่น เลขประจำตัวผู้เสียภาษีและคำว่า “ต้นฉบับ/สำเนา” ให้ครบถ้วน

งานหลังพิมพ์

เทคนิคหลังพิมพ์ที่ทำให้งานดูแพงขึ้นโดยไม่บานปลาย

เครื่องตัดกระดาษในแผนกงานหลังพิมพ์

งานหลังพิมพ์คือขั้นตอนที่เปลี่ยนกระดาษพิมพ์ให้กลายเป็นชิ้นงานสำเร็จ ทั้งการเคลือบ ปั๊มฟอยล์ ปั๊มนูน ไดคัท พับ และเข้าเล่ม เคล็ดลับคือไม่ต้องใส่ทุกเทคนิค แต่เลือกใช้จุดเดียวให้ถูกที่ เช่น ปั๊มฟอยล์เฉพาะโลโก้บนปกสีเข้ม หรือเคลือบยูวีเฉพาะจุดบนภาพหลัก จะให้ผลลัพธ์ที่โดดเด่นด้วยงบที่ควบคุมได้

อีกเรื่องที่ช่วยประหยัดคือการออกแบบขนาดงานให้ลงตัวกับกระดาษแผ่นใหญ่ หากขนาดพิเศษเกินไปจนเหลือเศษมาก ต้นทุนกระดาษจะสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น ปรึกษาโรงพิมพ์ตั้งแต่ขั้นออกแบบจะช่วยประหยัดได้หลายเปอร์เซ็นต์

ความยั่งยืน

งานพิมพ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทำได้จริงแค่ไหน

กระดาษรีไซเคิลและใบไม้สื่อถึงการพิมพ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

แนวทางที่ทำได้ทันทีมีสามข้อ หนึ่งคือเลือกกระดาษรีไซเคิลหรือกระดาษที่มีการรับรองแหล่งป่าปลูก สองคือใช้หมึกฐานพืชและลดการเคลือบฟิล์มที่ทำให้รีไซเคิลยาก สามคือวางแผนจำนวนพิมพ์ให้ใกล้เคียงกับการใช้จริง เพราะงานที่พิมพ์เกินแล้วทิ้งคือความสูญเปล่าที่มากที่สุดในกระบวนการ

ในโรงพิมพ์เอง การลดของเสียเริ่มจากการปรู๊ฟดิจิทัลแทนการปรู๊ฟแท่น การรวมงานหลายชิ้นลงแผ่นพิมพ์เดียว และการคัดแยกเศษกระดาษเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างเป็นระบบ